วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประกอบกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายพร้อมวิธีใช้

เครื่องมือที่ต้องใช้ในการเตรียมงาน: (ไม่จำเป็นต้องใช้  หากเลื่อยท่อ และเตรียมชิ้นส่วนไว้ให้นักเรียนก่อนแล้ว)


1.       เลื่อยตัดเหล็ก       
2.       กระดาษทรายหยาบ
3.       มีด
4.      ไม้บรรทัด  หรือตลับเมตร
5.       ปากกาเมจิก
6.       ไฟแช๊ค


วัสดุอุปกรณ์:

1.   เลนส์นูน เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5”  ความยาวโฟกัส 25 cm  - 1 ชิ้น
2.   เลนส์นูน เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5” ความยาวโฟกัส 1.7 cm  - 3 ชิ้น
3.   แหวนอลูมิเนียม เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5” - 1 ชิ้น
4.   ท่อ PVC  ขนาด 0.5” ยาว  8.5 cm  - 1 ชิ้น
5.   ท่อ PVC  ขนาด 2”  ยาว  25 cm  -  1 ชิ้น
6.     แหวนท่อ PVC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2” กว้าง 1 cm -  1 ชิ้น
7.     ข้อต่อตรง PVC ขนาด 0.5” - 1 ชิ้น
8.     ข้อต่อตรง PVC ขนาด 0.5” ผ่าครึ่ง  - 1 ชิ้น
9.    ข้อต่อตรง PVC ขนาด 2” - 1 ชิ้น
10.   ข้อลด PVC จาก 2” เป็น 1.5” - 1 ชิ้น
11.   ข้อต่อตรง PVC เกลียวนอกขนาด 1” - 1 ชิ้น
12.   สติกเกอร์ หรือเทปกาวสำหรับยึดให้แน่น




วิธีการประกอบกล้อง:


1.   นำแหวนท่อ  PVC  สวมเข้ากับ เลนส์ขนาด 2.5” โดยให้ขอบของแหวนเสมอที่ขอบเลนส์พอดี
2.   นำชุดแหวนและเลนส์ตามข้อ 1 ประกอบเข้ากับท่อ PVC ขนาด  2”
3.     นำข้อต่อตรงขนาด 2” ประกบปิดเลนส์กับท่อ
4.   นำข้อต่อตรง PVC เกลียวนอก ขนาด  1” บากด้วยเลื่อย 2 รอยแล้ว ใช้ไฟลนด้านในบีบเข้าไปเพื่อใช้สำหรับยึดท่อ  0.5” (เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและอุปกรณ์ ควรจะเตรียมวัสดุในขั้นตอนนี้ไว้ให้นักเรียนก่อน)
5.   นำข้อต่อที่ได้จากข้อ 4  มาประกอบเข้ากับข้อลด PVC จาก 2” เป็น 1.5”
6.   นำเลนส์ขนาด 0.5” ประกอบเข้ากับข้อต่อตรงขนาด 0.5” ผ่าครึ่ง  โดยจัดวางเลนส์ดังรูป 
7.   ดันเลนส์เข้าให้แน่นแล้วดึงท่อ PVC ออก
8.   นำเลนส์ขนาด 0.5”   ประกอบเข้ากับข้อต่อตรง PVC ขนาด 0.5” โดยจัดวางเลนส์ดังรูปที่ 7  ดันเข้าให้แน่นแล้วดึงท่อ PVC ออก
9.   นำเลนส์ขนาด 0.5” และแหวนอลูมิเนียม  ประกอบเข้ากับข้อต่อตรง PVC ขนาด 0.5” ผ่าครึ่งโดยจัดวางเลนส์ดังรูปที่ 8  ดันเข้าให้แน่นแล้วดึงท่อ PVC ออก
10.  นำท่อ PVC ขนาด 0.5” ( ที่ใช้ในข้อ 6-8 ) ติดสติกเกอร์หรือเทปกาวที่ปลาย ดังรูป
11.  นำข้อต่อที่ได้จากข้อ 7 และ 8 ประกอบเข้ากับท่อ PVC ขนาด 0.5” ที่ได้ จากข้อ 9  โดยประกอบท่อเข้ากับข้อต่อทางด้านที่มีเลนส์และแหวน อลูมิเนียม
12.  นำชิ้นส่วนที่ได้จากข้อ  5 , 6 และ 10 มาจัดวางดังรูป   แล้วประกอบโดยดันเข้าให้แน่น
13.  ชุดที่ประกอบได้ตามข้อ 12 ประกอบเข้ากับท่อพร้อมเลนส์ที่ได้จากข้อ 3
ก็จะได้กล้องประกอบเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งาน

หลักการของกล้องโทรทรรศน์อย่างง่าย:
                กล้องโทรทรรศน์อย่างง่าย ประกอบด้วยเลนส์นูน จำนวน 3 ชุด
1. เลนส์วัตถุ ทำหน้าที่รวมแสง ใช้เลนส์อรงค์ (Achromatic lens) ซึ่งประกอบด้วยแก้วต่างชนิดผนึกติดกันแก้ความคลาดสี  (หากใช้เลนส์เดี่ยวทั่วไป จะทำให้มองเห็นขอบวัตถุเป็นสีรุ้ง ไม่เป็นธรรมชาติ)
2. เลนส์กลับภาพ ตั้งอยู่ระหว่างเลนส์วัตถุกับเลนส์ตา มีหน้าที่กลับภาพให้หัวตั้ง
โดยมี  ระยะห่างจากเลนส์วัตถุ
= ความยาวโฟกัสของเลนส์วัตถุ + 2 เท่าของความยาวโฟกัสเลนส์กลับภาพ
           ระยะห่างจากเลนส์ตา = 2 เท่าของความยาวโฟกัสเลนส์กลับภาพ + ความยาวโฟกัสของเลนส์วัตถุ
3. เลนส์ตา ประกอบด้วยเลนส์นูนจำนวน 2 ชิ้น  เพื่อให้ความยาวโฟกัสสั้นลงครึ่งหนึ่ง  (เพิ่มกำลังขยายเท่าตัว)
อนึ่ง มีความจำเป็นต้องติดตั้งวงแหวนที่เลนส์ตา เพื่อบังขอบภาพ  เนื่องจากเลนส์ความยาวโฟกัสสั้นที่มีคุณภาพต่ำ มีผิวโค้งมาก  จะให้ภาพชัดแต่ตรงกลางเท่านั้น  บริเวณโดยรอบไปจรดขอบของภาพ จะผิดเพี้ยนมาก จนอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัว

วิธีการใช้งาน:
1.       นำกล้องที่ประกอบเสร็จ  ไปเล็งส่องวัตถุที่ต้องการสังเกต  โดยวัตถุนั้นจะต้องอยู่ห่างออกไปไม่น้อยกว่า  20 เมตร
2.       ปรับความคมชัด  โดยการเลื่อนกระบอกเลนส์ตาเข้า-ออก  โดยมีหลักการว่า ส่องวัตถุไกลจะเลื่อนเข้า  ส่องวัตถุใกล้จะเลื่อนออก
3.       หากส่องแล้วไม่ชัด  ควรตรวจสอบการจัดวางเลนส์ใหม่อีกครั้ง  หรืออาจเลื่อนระยะห่างระหว่างเลนส์ให้ห่างมากขึ้น  แล้วลองส่องดูอีกครั้ง

กำลังขยาย:   ถ้าหากกล้องโทรทรรศน์ที่สร้างขึ้นนี้  ใช้เลนส์วัตถุมีความยาวโฟกัส 25mm  และใช้เลนส์ตาที่มีความยาวโฟกัส 1.7mm  จะให้กำลังขยายเท่าไร?  และหากเราใช้เลนส์ตาเพียงตัวเดียว ซึ่งมีความยาวโฟกัส 3.4mm จะให้กำลังขยายเท่าไร?

แหล่งที่มา
http://www.kk.ru.ac.th/idia/1.htm
หมายเหตุนำข้อมูลมาปรับแต่งเอง

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข่าวเกี่ยวกับดาราศาสตร์และการสำรวจอวกาศ

พิธีอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐานยังแท่นพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ ด้านหน้าวังสราญรมย์
พรชัย รังสีธนะไพศาล 28 กรกฎาคม 2553
เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเททองหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงหล่อช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บัดนี้การหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเจ้าเกล้าอยู่หัวได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานที่หน้าพระราชวังสราญรมย์ โดยมี พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาน สวัสดิวัฒน์ ราชสกุลสาย 4 เป็นประธานพิธี อัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐานยังแท่นพระบรมราชานุสาวรีย์ หน้าพระราชวังสราญรมย์
นับเป็นวันมหามงคลอย่างยิ่งของปวงชนชาวไทยที่จะได้มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" ที่จะอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ บริเวณด้านหน้าพระราชวังสราญรมย์ ถนนสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (ข้างกระทรวงกลาโหม) ให้ประชาชนได้สักการะในวันสำคัญ


325 ปี จันทรุปราคาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
30 ปี สมาคมดาราศาสตร์ไทย
จันทรุปราคาบางส่วน วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พรชัย รังสีธนะไพศาล 5 สิงหาคม 2553
ในช่วงพลบค่ำของวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทางดาราศาสตร์ เป็นจันทรุปราคาบางส่วนเห็นได้ทั่วประเทศไทย ภูมิภาคที่มีโอกาสเห็นได้นานกว่าคือ ด้านตะวันออกของภาคอีสาน ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสเห็นได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ดวงจันทร์เริ่มขึ้นขอบฟ้า ดวงจันทร์จะดวงโตพิเศษจะถูกเงาของโลกบังไปครึ่งดวงแล้ว ดวงจันทร์เริ่มถูกเงาของโลกบังเริ่มเวลา 17.17 น. ซึ่งประเทศไทยยังไม่เห็นดวงจันทร์เนื่องจากดวงจันทร์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า เวลา 18.38 น. เงาของโลกเข้าบังดวงจันทร์ลึกที่สุด ด้วยขนาดความลึก 54 % ของเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ จันทรุปราคาบางส่วนสิ้นสุดในเวลา 20.00 น. ซึ่งดวงจันทร์จะกลับมาเต็มดวงอีกครั้ง
จันทรุปราคาบางส่วนครั้งนี้นับเป็นจันทรุปราคาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในครั้งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นจันทรุปราคาสายตระกูลจันทรุปราคาซารอส 120 เดียวกัน ครั้งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1685 (เข้าสู่เช้ามืดของวันที่ 11 ธันวาคม) ซึ่งครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงได้ทอดพระเนตรจันทรุปราคาบางส่วน ที่บริเวณระเบียงด้านทิศตะวันตกของพระตำหนักทะเลชุบศร เมืองละโว้ (พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือที่เรียกว่า พระที่นั่งเย็นทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี) พระองค์ทอดพระเนตรพร้อมกับคณะบาทหลวงเจซูอิต นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส นับเป็นเวลา 325 ปี ทางดาราศาสตร์ไทยอีกครั้งในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นการครบรอบ 30 ปี ของสมาคมดาราศาสตร์ไทย ที่ก่อตั้งมา ซึ่งทางสมาคมดาราศาสตร์ไทยได้นำภาพพิมพ์ประวัติศาสตร์ทางดาราศาสตร์ภาพแรก ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรจันทรุปราคาที่ตำหนักทะเลชุบศร มาเป็นเครื่องหมายและตราของสมาคมดาราศาสตร์ไทยเป็นเวลาต่อมาจนถึง ณ ปัจจุบัน


ในโอกาสนี้ สมาคมดาราศาสตร์ไทยร่วมกับชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมลพบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยความสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรี อบต. ทะเลชุบศร โรงเรียนเมืองใหม่ชลอราษฎร์รังสฤษฏ์ และหน่วยงานบัญชาการสงครามพิเศษ ร่วมกันจัดกิจกรรม เฉลิมฉลอง 325 ปี จันทรุปราคาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ 30 ปี สมาคมดาราศาสตร์ไทย ขึ้นที่จังหวัดลพบุรี วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เพื่อ
  • เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์สยามพระองค์สำคัญที่สนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์ คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • เผยแพร่ความสำคัญสถานที่ประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์และเกียรติภูมิวิชาดาราศาสตร์ที่มีกำเนิดมายาวนานในแผ่นดินสยาม
  • กระตุ้นให้สมาชิกในสังคมทุกวัยสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์ (ดาราศาสตร์)
  • ชี้ชวนให้มีการอนุรักษ์พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี
เช้าของวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 คณะของสมาคมดาราศาสตร์ไทยได้ออกเดินทางจากสำนักงานสมาคมดาราศาสตร์ไทย เวลา 06.35 น. ด้วยรถตู้ 2 คัน เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดลพบุรีประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เมื่อเข้าเขตจังหวัดลพบุรี คณะสมาคมฯ เดินทางมุ่งตรงไปที่พิพิธภัณฑ์สถานพระนารายณ์ราชนิเวศ เพื่อที่จะไปที่พระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะทำพิธีสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เวลา 10.12 น. ขบวนรถของท่านผู้หญิง ม.ร.ว. บุตรี วีระไวทยะ สมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาคมดาราศาสตร์ไทย ประธานในพิธี เดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์สถานพระนารายณ์ราชนิเวศ มีนายอารี สวัสดี นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย นายภูธร ภูมะธน ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมลพบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย คอยต้อนรับ จากนั้นท่านผู้หญิง ม.ร.ว. บุตรี วีระไวทยะ เดินขึ้นพระที่นั่งจันทรพิศาล แล้วนั่งเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตีฆ้องเป่าสังข์ ท่านผู้หญิงฯ จุดเทียน ธูป ถวายพวงมาลาสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กราบ แล้วนั่งเก้าอี้
นายอารี สวัสดี นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย กล่าวรายงานว่าวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่จะเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทางดาราศาสตร์ เป็นจันทรุปราคาบางส่วน ซึ่งเห็นได้ทั่วประเทศไทย และเป็นจันทรุปราคาสายตระกูลจันทรุปราคาซารอส 120 เดียวกันกับเมื่อครั้งเคยเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระองค์ทอดพระเนตรจันทรุปราคาที่พระตำหนักทะเลชุบศร พร้อมด้วยคณะบาทหลวงเจซูอิต นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1685 (เข้าเช้ามืดวันที่ 11 ธันวาคม) ล่วงเลยมาเป็นเวลา 325 ปี และเป็นวาระครบรอบ 30 ปี สมาคมดาราศาสตร์ไทย ที่ได้ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน และจากนั้นนายอารี สวัสดี นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย ได้กล่าวว่าผลิตผลที่พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ได้ทรงวางรากฐานวิชาวิทยาศาสตร์ (ดาราศาสตร์) ขึ้นในแผ่นดินสยามได้มีการแข่งขันสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วประเทศเป็นตัวแทนไปแข่งขันที่ต่างประเทศ จึงมีโครงการส่งนักเรียนที่เป็นตัวแทนไปแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิก ระหว่างประเทศ IOAA ซึ่งสอบแข่งขันกลับมาได้เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงมาทุกปี ในที่นี้ได้นำนักเรียนที่ไปสอบแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ IOAA ที่ได้เหรียญทองมารายงานตัวและปฏิญาณตนต่อพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงวางรากฐานวิชาวิทยาศาสตร์ (ดาราศาสตร์) ให้เกิดขึ้นในแผ่นดินสยามประเทศทั้งสองพระองค์ นักเรียนดาราศาสตร์โอลิมปิกที่ได้เหรียญมีดังนี้
  1. นายสุวรรณ สุวรรณรัตน์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ ได้เหรียญทอง คะแนนรวมสูงสุด (ระดับโลก) แข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ IOAA ปี พ.ศ. 2550 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรก
  2. นายสมาพร ติญญนนท์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ กรุงเทพฯ ได้เหรียญทอง คะแนนรวมสังเกตการณ์สูงสุด แข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ IOAA ปี พ.ศ. 2551 ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย
  3. นายณัฐนันท์ ตันติวัสดาการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ ได้เหรียญทองอันดับ 2 คะแนนรวมวิเคราะข้อมูลสูงสุด แข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ IOAA ปี พ.ศ. 2552 ที่ประเทศอิหร่าน
  4. นายธนวุฒิ ธนาธิบดี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ ได้เหรียญเงิน แข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ IOAA ปี พ.ศ. 2552 ที่ประเทศอิหร่าน
  5. นายพชร วงศ์สุทธิโกศล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ เป็นตัวแทนที่จะไปสอบแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ IOAA ปี พ.ศ. 2553 วันที่ 12 - 21 กันยายน 2553 ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
เสร็จจากพิธีกล่าวปฏิญาณตนและถวายสักการะพวงมาลาพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว นายอารี สวัสดี นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย มอบของที่ระลึกแด่ ท่านผู้หญิง ม.ร.ว. บุตรี วีระไวทยะ และท่านผู้หญิงฯ มอบของที่ระลึกให้กับนายภูธร ภูมะธน ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมลพบุรี และนางสาวประพีร์ วิราพร อดีตนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย ผู้ที่มีคุณประโยชน์ต่อสมาคมดาราศาสตร์ไทย เป็นอันเสร็จพิธี
เวลา 11.00 น. ทัศนศึกษาภายในพระที่นั่งจันทรพิศาลที่สร้างขึ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีนายภูธร ภูมะธน เป็นวิทยากรผู้บรรยายและนำนักเรียนชมวัตถุโบราณภายในพระที่นั่ง

แหล่งที่มา
http://thaiastro.nectec.or.th/activity/25530706_rama4monument/
http://thaiastro.nectec.or.th/activity/25530626_lopburi/report.html

ชื่อเพลง/เนื้อห้าเพลงที่เกี่ยวดวงดาว

-เพลงดาว
-เพลงลูกอม
-เพลงเธอหมุนรอบฉันฉันหมุนรอบเธอ
-เพลงคืนที่ดาวเต็มฟ้า
-เพลงต้องโทษดาว

แหล่งที่มา
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080924071252AABbICu

อาชีพของนักดาราศาสตร์

-เป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในเรื่องดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์อวกาศ และสภาพอวกาศ
-นักเขียนหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์
-ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาให้กับองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์

แหล่งที่มา
http://learning.eduzones.com/jybjub/13876

ความสัมพันระหว่างวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติกับเหตุการณ์สำคัญ

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
วันที่ 18 สิงหาคม
        วันวิทยาศาสตร์ได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2525 โดย มติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอันเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" เพราะทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ได้อย่างแม่นยำ
ภาพถ่ายขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ เมื่อปี พ.ศ. 2411
        วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี ได้มีการจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภาครัฐและเอกชน

        ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 งานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้รับการขยายให้เป็นงานใหญ่ขึ้น เป็นงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยจะมีการจัดงานในระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 

วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 
  1. เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็น"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"
  2. เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ
  3. เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน
  4. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
  5. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
        ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอภิปรายทางวิชาการ การตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การประกวดการแข่งขันต่าง ๆ เช่น โครงการทางวิทยาศาสตร์และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
        ในการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยจะทำพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในวันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี
        การจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ นับได้ว่ามีส่วนที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนคนไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

แหล่งอ้างอิง : หนังสือ วันสำคัญของไทย โดย ธนากิต
หนังสือ ประวัติวันสำคัญที่ควรรู้จัก โดย วรนุช อุษณกร
คลังปัญญาไทย

Link ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งที่มา